วันจันทร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2560

“ทุเรียนเผา”วิตามินแร่ธาตุลดลง

“กรมอนามัย” เผยทุเรียนเผาวิตามินลดลง แนะกินแบบสดๆ ปริมาณพอเหมาะ ไม่เกิน 2 เม็ดต่อวัน ผู้มีภาวะความดันโลหิตสูง เบาหวาน หลอดเลือดหัวใจตีบ และไต ต้องระวังเป็นพิเศษ
นายแพทย์อรรถพล แก้วสัมฤทธิ์ รองอธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่มีงานวิจัยใดยืนยันว่าการเผาทุเรียนจะทำให้กำมะถันในทุเรียนเพิ่มปริมาณมากขึ้นจนเป็นเหตุให้ผู้ที่บริโภคเสียชีวิต แต่การเผาทำให้วิตามิน เช่น โฟเลต วิตามินบี ซี ลดลง การเผาทุเรียนนั้น น้ำในทุเรียนระเหยออกไป ทุเรียนเผาจึงมีรสชาติหวานขึ้น กระตุ้นให้อยากกินมากขึ้น ไม่ควรเผาทุเรียนจนไหม้ หากกินสะสมไปนานๆ ไม่ต่างจากการกินอาหารปิ้งย่างจนไหม้เกรียมเสี่ยงมะเร็ง กลุ่มผู้ป่วยเป็นโรคไต เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และหลอดเลือดหัวใจตีบควรระวังเป็นพิเศษ
รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า หากกินทุเรียนในปริมาณที่มากเกินไปอาจทำให้อาการเสี่ยงทรุดได้ เพราะในทุเรียนมีแป้งและไขมันสูง ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และหลอดเลือดหัวใจตีบ ต้องคุมระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด ควรกินทุเรียนแต่พอเหมาะ ไม่กินในปริมาณมากและไม่กินถี่ทุกวัน หากเป็นไปได้กินไม่เกิน 1 เม็ดเล็กต่อวัน และเนื่องจากทุเรียนเป็นผลไม้มีโพแทสเซียมสูง ผู้ป่วยโรคไตไม่สามารถขับโพแทสเซียมส่วนเกินได้เท่าคนปกติจึงควรเลี่ยง เพราะจะส่งผลให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะโดยเฉพาะผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระดับ 4 และ 5
ทางด้านแพทย์หญิงนภาพรรณ วิริยะอุตสาหกุล ผู้อำนวยการสำนักโภชนาการ กล่าวเสริมว่า ทุเรียนจัดเป็นผลไม้ที่ให้วิตามินแร่ธาตุ เป็นแหล่งของคาร์โบไฮเดรตและไขมัน ใน 1 วันแนะนำให้กินผลไม้ให้หลากหลาย 3-5 ส่วนทุเรียน 1 เม็ด เท่ากับ 2 ส่วน ให้พลังงาน 130 กิโลแคลอรีหรือเทียบได้เท่ากับข้าวประมาณ 2 ทัพพี จึงควรกินไม่เกิน 2 เม็ดต่อวัน และไม่กินถี่ทุกวันเพราะอาจส่งผลให้น้ำหนักเกิน เจ็บคอ นอกจากนี้ในมื้อที่กินทุเรียนควรลดอาหารประเภทข้าว แป้ง ขนมหวานควบคู่ไปด้วย เช่น กินทุเรียนแล้วก็ไม่ต้องซ้ำด้วยของหวานอื่น หรือถ้าจะกินทุเรียนมื้อนี้ควรลดข้าวให้น้อยลง รวมถึงไม่ควรกินข้าวเหนียวทุเรียนบ่อยเนื่องจากมีความหวานมัน

ที่มา สสส.

ตับงอกใหม่ได้…ความจริงสุดเซอร์ไพรส์ ที่หลายคนไม่เคยรู้

ถึงแม้ข้อสงสัยของการงอกใหม่ของตับในบ้านเราจะยังไม่ได้มีการพูดถึงมากนักและเชื่อว่าเป็นเรื่องยากที่จะเกิดขึ้นได้ แต่ในต่างประเทศนั้น มีการศึกษา ค้นคว้า วิจัยเรื่องนี้กันมานานกว่าสิบปีเลยทีเดียว

ความมหัศจรรย์ของ “ตับ”

ในการศึกษาค้นคว้าของมหาวิทยาลัยไอโอว่า ในประเทศสหรัฐอเมริกา เคยมีการพูดถึงเรื่องการเกิดใหม่ของตับนี้ว่า นอกจาก “ตับ” จะเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดของร่างกายแล้ว ยังเป็นอวัยวะเพียงชิ้นเดียวที่สามารถสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาเพื่อทดแทนเซลล์เก่าที่ถูกทำลายหรือเสียหายไปได้ แต่พอได้ฟังอย่างนี้แล้วก็ไม่ใช่ว่าเราจะใช้งานตับแบบหนักหน่วงได้นะ เพราะการงอกใหม่นี้ก็ไม่ได้เกิดได้กับทุกกรณี

การงอกใหม่นี้ เกิดขึ้นได้อย่างไร

มีการอธิบายไว้ว่า ปกติแล้วเซลล์ของตับส่วนใหญ่จะอยู่ในระยะที่หยุดแบ่งตัวแล้ว แต่จะมีแค่ประมาณ 1 ใน 20,000 เซลล์เท่านั้นที่อยู่ในระยะแบ่งตัว ซึ่งโดยปกติแล้วเซลล์ตับจะมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 5 เดือน นั่นหมายความว่าเมื่อตับได้รับอันตรายทำให้เซลล์ตายหรือเนื้อตับถูกตัดออกไป เซลล์ตับก็จะสามารถแบ่งตัวกลับมาทำให้ตับมีขนาดเท่าเดิมได้ แต่ทั้งนี้การที่จะแบ่งตัวได้ก็จะต้องได้รับสารกระตุ้น (Hepatocycle growth Factor) ที่มาจากเลือดหรือเซลล์ใกล้เคียง

ใช้เวลานานแค่ไหน ในการงอกกลับคืนมา

สำหรับระยะเวลาในการที่ตับจะใช้ฟื้นฟูงอกกลับมาใหม่โดยมีขนาดเท่าเดิม มีการพูดถึงเรื่องนี้ว่าปกติแล้ว ตับจะสามารถซ่อมแซมบริเวณที่เสียหายภายในระยะเวลา 30 วันแต่…สิ่งที่คืนมาคือขนาดของตับที่งอกขึ้นมาเท่าเดิม ซึ่งไม่ได้หมายความว่าลักษณะรูปร่างของตับนั้นจะกลับมาเหมือนเดิมเป๊ะแบบร้อยเปอร์เซ็นต์นะ
ฟังดูก็เหมือนจะมีข่าวดี แต่เชื่อเราเถอะว่าอย่าต้องรอให้เป็นโรคร้ายแรงจนถึงขั้นต้องรอตับงอกใหม่กันเลย ในเมื่อเราสามารถดูแลร่างกายตัวเองให้แข็งแรง ห่างไกลจากความเสี่ยงในการเป็นตับอักเสบ ตับแข็งและมะเร็งตับได้

ที่มา โรงพยาบาลเปาโล

ลองเช็คดู กรุ๊ปเลือดแบบคุณ กินอะไรแล้วดี

ระบุว่า หมู่นี้จะย่อยอาหารประเภทเนื้อสัตว์ไม่ค่อยดีนัก จึงแนะนำหากรับประทานให้ไปที่เนื้อปลา ไม่ว่าจะเป็น   ปลาทู ปลาแซลมอน ปลากะพง เป็นต้น หรือหากอยากเสริมโปรตีนแนะนำให้รับประทานประเภทนมถั่วเหลือง แทนนมวัว  หรือประทานถั่วเพิ่มขึ้น อา ถั่วลิสง เมล็ดฟักทองและเต้าหู้ เป็นต้น
นอกจากนี้ยังเน้นหนักให้รับประทาน ผักมีกากใยมากขึ้น เพื่อช่วยเรื่องปัญหาระบบย่อย และยังเป็นการสร้างภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย  ไปพร้อมกับการรับประทาผลไม้ โดยสามารถทานได้แทบจะทุกชนิด  เช่น บร็อกโคลี แครอท ฟักทอง ผักโขม แต่ผลไม้อยากให้หลีกเลี่ยง ส้ม มะละกอ เพราะทำให้ระคายเคืองกระเพาะ
ด้านเครื่องดื่ม สำหรับคนกรุ๊ป เอ ที่ติดกาแฟ ทฤษฎีนี้ระบุว่า วันละหนึ่งแก้ว ก็พอ เพื่อช่วยเพิ่มกรดในกระเพาะอาหาร แต่ไม่ควรดื่มนมวัว เบียร์และโซดา

ระบุว่าหมู่เลือดที่อยู่ง่าย กินง่าย รับประทานอะไรก็ได้  สามารถรับประทานเนื้อสัตว์ได้หลากหลายอาทิ ไก่ ปลา ปลาแซลมอน ปลาเนื้อขาว กุ้ง ปู ส่วนนม เนย และไข่ กินได้ในปริมาณที่เหมาะสม  แนะนำให้รับประทาน ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต และหลีกเลี่ยงแป้งสาลี แป้งโฮลวีต และถั่วลิสง เพราะไม่ดีต่อระบบเผาผลาญ ทำให้อ้วนได้ง่าย
ส่วนผัก แนะนำในกลุ่มผักใบเขียว  เพราะมีแมกนีเซียมสูง สามารถช่วยป้องกันอาการผื่นคันและภูมิแพ้ได้ ..(ว่ากันว่าหมู่เลือด B จะแพ้อากาศได้ง่ายๆ)
ผลไม้ : ระบุไว้ว่า กินได้แทบทุกชนิด  แต่อย่างไรก็ควรเลี่ยงผลไม้รสหวาน หรือรับประทานให้น้อยลง  แนะนำ สับปะรด เพราะมีเอนไซม์ช่วยให้ย่อยอาหารได้ง่ายขึ้น และกล้วยที่อุดมไปด้วยสารอาหารมากมาย ด้านเครื่องดื่มด้วยเหตุที่บอกว่าหมู่เลือดนี้แพ้อากาศง่าย จึงแนะนำให้ดื่มคือ น้ำขิง ชาเชียว โสม และเปปเปอร์มินต์  นอกจากช่วยแก้หวัด ช่วยให้ร่างกายอบอุ่นแล้วยังช่วยบำรุงประสาท อีกด้วย

ระบุว่าหมู่เลือดนี้ กระเพาะอาหารมีความเป็นกรดสูง แต่ระบบการเผาผลาญไม่ค่อยดี   จึงหิวง่าย และอ้วนง่าย ดังนั้นจึงแนะนำให้ รับประทานเนื้อที่มีไขมันไม่สูง เช่น เนื้อปลา  กุ้งปู มากกว่าเนื้อหมู ส่วนผักที่เป็นประโยชน์ต่อหมู่เลือดนี้คือ ผักบร็อกโคลี่ ผักกาดคอส (ในซีซาร์สลัด) ผักคะน้า หอมหัวใหญ่   และสาหร่ายทะเล ไม่แนะนำผักใบขาว อย่าง กะหล่ำปลี เพราะไปก่อกวนการทำงานของไทรอยด์
ผลไม้ สามารถรับประทานผลไม้ได้ทุกชนิด โดยเฉพาะตระกูลเบอร์รี ที่จะช่วยสร้างสมดุลให้ระดับกรดในกระเพาะอาหารได้  ด้านเครื่องดื่มดังที่กล่าวมาข้างต้นว่าหมู่เลือดนี้ กระเพาะอาหารมีความเป็นกรดสูง จึงควรเลี่ยงเครื่องดื่ม  ประเภท ชา กาแฟ เบียร์ เพราะจะไปเพิ่มปริมาณกรดในกระเพาะ

กรุ๊ปนี้เป็นการผสมผสานระหว่างกรุ๊ปเลือด A กับ   B  วิธีการรับประทานอาหารที่เหมาะสมระบุไว้ว่า สามารถรับประทานแบบลูกผสมกับ วันนี้จะเน้นเนื้อ  วันนี้จะเน้นผัก สลับกันไปได้ แต่ถ้าให้เราแนะนำก็ยังอยากให้รับประทาน เนื้อสัตว์พอประมาณ ถ้าเป็นเนื้อปลา ก็ยิ่งดีต่อร่างกาย อาจเลือกรับประทานอาหารประเภทถั่วเพิ่มก็ได้ อาทิ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองและเต้าหู้ ก็มีประโยชน์ให้โปรตีนต่อร่างกายเช่นกัน
ส่วนผัก แนะนำให้รับประทานผักสด เลือกเมนูเป็นน้ำพริกผัก หรือสลัด ก็ได้  ด้านผลไม้ควรทานผลไม้ที่วิตามินซีสูง เช่น ส้มโอ ตระกูลเบอร์รี่ สับปะรด เพราะช่วยสร้างความสมดุลของกรดในเนื้อเยื่อ  สำหรับเครื่องดื่ม  ชา กาแฟ ได้พอประมาณ แนะนำให้ดื่มชาคาโมมายล์และชาเขียวช่วยฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกัน
ลองพิจารณาดูนะคะ ว่าแบบไหนเหมาะกับเรา แต่ถ้าให้แนะนำจริงๆ คือ เราควรรับประทานอาหารให้ครบหลัก 5 หมู่ อย่าละเลยอาหารที่มีกากใย เพื่อช่วยในเรื่องของระบบการขับถ่าย บวกกับขยันออกกำลังกาย สม่ำเสมอ ตรวจเช็คสุขภาพประจำปี  แค่นี้เราก็มีสุขภาพที่ดีได้นะคะ 

ที่มา  โรงพยาบาลเปาโล




“ทุเรียนเผา”วิตามินแร่ธาตุลดลง

“กรมอนามัย” เผยทุเรียนเผาวิตามินลดลง แนะกินแบบสดๆ ปริมาณพอเหมาะ ไม่เกิน 2 เม็ดต่อวัน ผู้มีภาวะความดันโลหิตสูง เบาหวาน หลอดเลือดหัวใจตีบ...